1.ประกันชีวิต
กับประกันบำนาญ ซื้ออะไรดีกว่ากัน?
“ประกันชีวิต”
เหมาะสำหรับคนที่มีภาระทางการเงิน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาเลี้ยงครอบครัว
ที่กลัวว่าหากตัวเองจากโลกนี้ไปแล้ว
คนที่อยู่ข้างหลังจะได้รับความลำบากจากภาระทางการเงินที่ทิ้งเอาไว้
จึงเลือกทำประกันชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่า ถ้าตัวเองไม่อยู่
คนข้างหลังก็ยังจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้
ความจำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีประกันชีวิต
เพราะคนเราแต่ละคนมีภาระทางการเงินไม่เหมือนกัน
ตัวอย่าง เด็กเรียนจบใหม่
ทำงานหาเงินดูแลแค่ตัวเอง พ่อ-แม่ก็มีงานทำ มีเงินเก็บ หรือมีบำเหน็จบำนาญ
แบบนี้เขาก็อาจไม่ต้องทำประกันชีวิตก็ได้ เพราะแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไป
พ่อ-แม่ก็ยังเลี้ยงดูตัวเองได้
ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือจัดการความเสี่ยงกรณีเสียชีวิต
ไม่ใช่เครื่องมือที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการออมหรือลงทุน
ดังนั้นประกันชีวิตที่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการจัดการกับความเสี่ยงกรณีเสียชีวิตมากกว่า
ก็คือ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) ไม่ใช่ ประกันออมทรัพย์ (Endowment)
ที่เบี้ยประกันแพงกว่ากันมาก
“ประกันแบบบำนาญ” เป็นเครื่องมือในการจัดการความเสี่ยงเหมือนกัน
แต่เป็นความเสี่ยงกรณีที่แก่ตัวไปแล้ว ยังไม่ตาย แต่ไม่มีเงินจะใช้
ประกันรูปแบบนี้เป็นประกันที่ออกแบบขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการวางแผนเกษียณ
โดยให้ผู้ซื้อประกันออมเงินเข้าไปทุกปี แล้วทยอยจ่ายคืนพร้อมผลตอบแทน เมื่ออายุครบ
55 หรือ 60 ปี
แล้วแต่สัญญา ซึ่งหากผู้ซื้อประกันจากไปก่อนเกษียณ
ก็จะมีส่วนที่เป็นความคุ้มครองให้ด้วย แต่ถ้าหากเสียชีวิตระหว่างรับเงินเกษียณ
ก็จะมีเงินก้อนให้ตามสัญญา
ข้อเสียนิดหน่อยสำหรับประกันประเภทนี้ก็คือ
เบี้ยประกันที่ค่อนข้างแพง แต่ถ้ามองในแง่การสะสมเงิน ก็ถือว่าเป็นข้อเสียที่ยอมรับได้และคุ้ม
2.การลงทุนโดยไม่ใช้เงินตัวเอง
• การขายหุ้นร่วมทุน โดยให้คนอื่นลงเงิน เราลงแรง
อัตราส่วนการถือหุ้นขึ้นอยู่กับการเจรจา
• การใช้ Outsource เพื่อใช้ทรัพยากรของคนอื่น
เช่น เครื่องจักรต่างๆ แทนท่ีจะใช้เงินตัวเองลงทุนซื้อเครื่องจักรแพงๆ มาทำงาน
• การดีเลย์การจ่ายเงิน เช่น
การซื้อมาขายไปแบบมีเครดิตเทอมกับผู้ขายยาวๆ อย่างน้อยก็ให้ชนกับเครดิตที่เราให้กับผู้ซื้อพอดี
• การค้าขายแบบ Pre-order เก็บเงินลูกค้าก่อน
แล้วค่อยซื้อของส่งให้ ฯลฯ
3.หาเงินได้เยอะ
เพื่ออะไร…
4.คิดให้ดีก่อนซื้อรถคันแรก
สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อรถยนต์
ประกอบด้วย
1.ความจำเป็นและความเหมาะสมในการใช้งานการซื้อรถยนต์แต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย
(กระทบความมั่งคั่ง) แถมถ้าหากเช่าซื้อ (ไม่ซื้อเงินสด)
ก็จะต้องมีภาระทางการเงินอีกอย่างน้อย 5-7 ปี (กระทบสภาพคล่อง) ดังนั้น
“ความจำเป็น” จึงเป็นหัวข้อที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรก
“ทำไม? ถึงต้องซื้อรถยนต์เป็นของตัวเอง”
ลองหาคำตอบของคำถามนี้ดู ทั้งนี้คุณไม่ควรซื้อรถเพราะโปรโมชั่นใดๆ เช่น
อย่าซื้อเพราะลดราคา หรือเพราะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอันขาด
แต่ให้มองความจำเป็นของชีวิตเป็นที่ตั้ง ถ้าจะให้ดีควรลองเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย
หากเราจะเป็นเจ้าของรถสักคันดู แล้วค่อยตัดสินใจ
“หากการมีรถเป็นเรื่องจำเป็น
เราควรซื้อรถยี่ห้อไหน รุ่นไหน มือหนึ่งหรือสองดี”
ตรงนี้ก็ให้เอาเหตุผลของการซื้อรถในมาเปรียบเทียบกับสมรรถนะรถในท้องตลาด
ว่ารุ่นไหนตรงกับความจำเป็นในการใช้งานของเรา เมื่อรู้วัตถุประสงค์การใช้งาน
และรู้สเปกในใจแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ
2.เงินดาวน์
(เงินลงทุน)ถ้าหาเงินดาวน์ยังลำบาก ก็อย่าเพิ่งซื้อรถ
เพราะมันสะท้อนอะไรบางอย่างในตัวคุณอยู่เหมือนกัน
สำหรับอัตราเงินดาวน์ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 20-25%
เช่น หากต้องการซื้อรถยนต์ราคา 600,000 บาท ก็น่าจะต้องมีเงินเก็บสัก 120,000
บาท (20% x 600,000) เอาไว้เพื่อดาวน์รถ ทั้งนี้
เพื่อประโยชน์ต่อสภาพคล่องในการผ่อนชำระ จะได้ไม่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนสูงเกินไปนัก
อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาตามหาผู้ค้ำประกันด้วย
3.สภาพคล่องหลังเป็นเจ้าของรถเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดและเป็นด่านที่ควรประเมินก่อนมีรถเป็นของตัวเอง
เพราะแม้การมีรถยนต์จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคุณ (ผ่านด่านข้อ 1) และคุณเองก็มีเงินก้อนที่จะดาวน์รถได้
(ผ่านด่านที่ 2) แต่หากซื้อรถมาแล้ว
ทำให้สภาพคล่องหรือเงินคงเหลือใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่พอ หรือไม่มีเหลือเก็บออมเลย
อย่างนี้ก็ควรที่จะเลื่อนระยะเวลาการซื้อรถออกไปก่อน ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายหลังการเป็นเจ้าของรถ
ที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเรา ประกอบไปด้วย
3.1
ค่าผ่อนชำระกู้ซื้อรถยนต์
ตัวนี้จัดเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุด ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องมากที่สุด และเป็นภาระต่อเนื่องยาวนาน 5-7 ปี ดังนั้น ก่อนที่เราจะซื้อรถ เราควรประเมินเบื้องต้นเสียก่อนว่า “เรามีความสามารถในการผ่อนชำระเขาได้หรือเปล่า”
ตัวนี้จัดเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุด ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องมากที่สุด และเป็นภาระต่อเนื่องยาวนาน 5-7 ปี ดังนั้น ก่อนที่เราจะซื้อรถ เราควรประเมินเบื้องต้นเสียก่อนว่า “เรามีความสามารถในการผ่อนชำระเขาได้หรือเปล่า”
วิธีคำนวณก็ง่ายๆ สมมติรถยนต์ที่เราจะซื้อราคา 600,000
บาท เราวางดาวน์ไป 100,000 บาท อีก 500,000
บาท ยื่นกู้แบบเช่าซื้อผ่านลิสซิ่งคิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 3%
ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยแล้วแต่ประเภทรถ ระยะเวลาผ่อนชำระ) ผ่อนนาน 5 ปี
หรือ 60 งวด
ดังนั้นค่างวดผ่อนชำระต่อเดือนของเราก็จะอยู่ที่ 9,583.33
บาทเมื่อได้ตัวเลขเงินผ่อนชำระต่อเดือนแล้ว ก็ให้ลองดูว่า ถ้าอยู่ดีๆเราต้องมีรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นอีกราว
9,500 บาท เราไหวหรือเปล่า
เงินมันจะพอกินไหมเลี้ยงชีวิตเดือนต่อเดือนได้หรือเปล่า
ทั้งนี้ต้องพึงตระหนักไว้ด้วยว่า ค่าใช้จ่ายรายเดือนเกี่ยวกับรถนั้น
ไม่ได้มีแค่ค่าผ่อนชำระเพียงอย่างเดียวทั้งนี้ทางแก้ไขกรณี ค่าผ่อนชำระทำให้สภาพคล่องติดลบ
ก็มีอยู่ 2 ทางด้วยกัน นั่นคือ หนึ่ง ใส่เงินดาวน์ลงไปอีก
เพื่อให้ผ่อนต่อเดือนน้อยลง หรือไม่ก็ปรับลดเกรดและขนาดของรถที่อยากได้ลงไปบ้าง
3.2 ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส และค่าธรรมเนียมเดินทาง
เมื่อมีรถก็ต้องคิดเรื่องค่าเชื้อเพลิง
โดยอาจคิดชดเชยกับค่าเดินทางในปัจจุบันที่จะหายไปเมื่อมีรถยนต์เข้ามา
สำหรับรถที่ใช้น้ำมัน หากใช้งานทั่วไป เดือนหนึ่งค่าน้ำมันก็น่าจะตกราว 3,000–4,000
บาท เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเติมแก๊สก็น่าจะประหยัดไปได้พอสมควร นอกจากนี้
อย่าลืมเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถในแต่ละวันด้วย อาทิ
ค่าทางด่วน และค่าจอดรถ เป็นต้น
3.3ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษารถยนต์
สำหรับรถใหม่ป้ายแดงก็อาจสบายใจได้หน่อยในช่วงสามปีแรก
แต่อย่างน้อยก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพและเปลี่ยนถ่ายอะไหล่ตามเวลาและระยะทางอยู่ดี
ส่วนรถมือสองอันนี้ก็คงต้องลุ้นกันหน่อย เพราะหากได้เครื่องไม่ดีมา
โดยเฉพาะประเภทย้อมแมว ก็อาจต้องเหนื่อยกับค่าใช้จ่ายนี้อยู่เหมือนกัน
3.4ค่าประกันภัย
ค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายรายปี
มีทั้งแบบภาคบังคับ และด้วยความสมัครใจ อย่างในกรณีของภาคบังคับ
กฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกชนิดต้องทำประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. บุคคลที่ 3
เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่เป็นบุคคลอื่นๆ (ไม่ใช่เจ้าของรถ)
ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น
ส่วนในกรณีของประกันภัยภาคสมัครใจ
ถือเป็นการช่วยผ่อนหนักเป็นเบา หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขณะขับขี่รถยนต์
ซึ่งค่าเบี้ยประกันจะถูกหรือแพงนั้น ก็จะขึ้นกับประเภทของกรมธรรม์ ประเภทของรถยนต์
รวมถึงอายุของรถยนต์ด้วย
3.5ค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียน
ค่าใช้จ่ายตัวนี้ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับ
เพราะมันก็คือ ภาษีรถยนต์ที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกปี เพื่อต่ออายุป้ายทะเบียนรถ
โดยอัตราภาษีจะแตกต่างกันตามขนาดเครื่องยนต์และอายุของรถยนต์
ทั้งหมดนี้ คือ
แนวคิดและวิธีการวางแผนซื้อรถยนต์สำหรับบุคคลทั่วไป ลองศึกษาและพิจารณาดูว่า
คุณจำเป็นต้องใช้รถยนต์หรือไม่
และพร้อมสำหรับการมีรถยนต์เข้ามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตหรือยัง จำไว้ว่า
อย่าตัดสินใจซื้อรถเพราะโปรโมชั่นไม่ว่าจากภาครัฐหรือเอกชน
หรืออย่าซื้อเพราะถูกและมีของแถมเป็นอันขาด เพราะท้ายที่สุดแล้ว
คนที่จะต้องรับภาระจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือ ตัวคุณเอง
5.ซื้อบ้านดีกว่าไหม???
การเปลี่ยนสถานะจากการเป็นผู้เช่า
มาเป็นผู้กู้ซื้อบ้าน ทำให้สภาพคล่องของคุณติดลบ
เงินหลังหักส่งบ้านแล้วไม่พอกินไม่พอใช้ อย่างนี้การซื้อบ้านก็อาจเป็นการทำร้ายสภาวะทางการเงินของตัวเองเกินไป
ข้อดีของการซื้อบ้านเป็นของตัวเอง คือ
• ความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ
(อันนี้การเช่าคงให้ไม่ได้)
• การบังคับให้ตัวเองออมเงินแบบไม่ตั้งใจ
แทนที่จะให้เงินกับคนอื่นไป
• สิทธิประโยชน์ด้านภาษี
เอาดอกเบี้ยผ่อนชำระบ้านไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท
ส่วนการ “เช่า” ก็มีข้อดี คือ
• เลือกอัตราค่าเช่าได้ตามกำลัง
• ไม่มีภาระผูกพัน เปลี่ยนทำเลได้ง่ายกว่า
จะเห็นได้ว่า จะเช่าหรือจะซื้อ
ก็มีข้อดีข้อเสียกันคนละอย่าง ข้อดีของการเช่า ก็คือ ข้อเสียของการซื้อ
ในขณะที่ข้อดีของการซื้อ ก็คือ ข้อเสียของการเช่า
ดังนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของคนแต่ละคนที่ต้องวางแผนเอาเอง
เกณฑ์สำคัญในการตัดสินใจ ก็คือ “ค่าผ่อนชำระ”
กับ “ค่าเช่า”
ถ้าบ้านหรือคอนโดที่ตั้งใจจะซื้อ
มีค่าผ่อนชำระไม่ต่างจากค่าเช่าในปัจจุบันมากนัก
ก็อาจพิจารณาเปลี่ยนจากเช่าเป็นซื้อได้ เช่น ถ้าปัจจุบันเช่าคอนโดเดือนละ 5,000
บาท ก็อาจเปลี่ยนไปซื้อคอนโด ซึ่งต้องผ่อนชำระเดือนละ 5,000 - 6,000
บาทได้อย่างไรก็ดี ในการซื้อบ้าน (หรือคอนโด) นั้น บางธนาคาร
หรือสำหรับบางคนอาจกู้ได้ไม่ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆ ก็คือ
ต้องมีเงินดาวน์สัก 10 - 20 เปอร์เซ็นต์ แบบนี้ก็ต้องมาดูกันว่า คุณมีเงินดาวน์หรือไม่
ถ้ามีก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่มี
และต้องกู้ยืมชาวบ้าน อันนี้อาจต้องพิจารณาให้ดี เพราะจะทำให้คุณมีหนี้ 2 ก้อน
ก้อนหนึ่งผ่อนได้ 30 ปี แต่อีกก้อนซึ่งกู้มาวางดาวน์ อาจเป็นกู้ระยะสั้น
ซึ่งทำให้มีภาระต่อเดือนสูงกว่า
แต่หากเงินผ่อนชำระต่อเดือนของบ้านในฝันสูงกว่าค่าเช่ามาก
อันนี้ต้องใส่ใจพิจารณาเป็นพิเศษ
เช่น อยากได้บ้าน 3 ล้าน ส่งเดือนละ 16,000 บาท
แต่ปัจจุบันเช่าอยู่เดือนละ 5,000 บาท อันนี้ก็ต้องดูว่า
ค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบกับสภาพคล่องของเรามากน้อยแค่ไหน
การเปรียบเทียบนี้ต้องมองแบบต้นทุนรวม เช่น
อาจต้องส่งบ้านแพงขึ้น (16,000 บาท) แต่อาจลดค่าใช้จ่ายการเดินทางได้ 4,000 บาทต่อเดือน
อย่างนี้ก็จะเหลือส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่มเท่ากับ 7,000 บาท
คำถามคือ 7,000 บาทที่เพิ่มมานี้
กระทบสภาพคล่องแค่ไหน?
การจะดูว่ารายจ่ายที่เพ่ิมมานี้กระทบสภาพคล่องแค่ไหน
ก็ให้ดูว่า ในแต่ละเดือนที่ผ่านมา เราใช้จ่ายมีเงินเหลือเดือนละเท่าไหร่ ถึง 7,000
มั๊ย
ถ้าที่ผ่านมาแทบไม่เคยจะมีเงินเหลือ
แบบนี้ก็อาจจะต้องชะลอการซื้อบ้านเอาไว้ก่อน เพราะขืนซื้อไปมีหวัง
จมกองหนี้ตายแน่นอน แต่ถ้าหากที่ผ่านมีเงินเหลือ 10,000 บาททุกเดือน
อย่างนี้ก็น่าจะสบาย
ประเด็นเรื่องหนึ่งที่ควรพิจารณาก็คือ
แม้ว่าซื้อบ้านแล้วสถานะการเงินจะไม่ติดลบ แต่ถ้าหากเรามีหนี้ในชีวิตมากเกินไป
โอกาสที่จะพลาดพลั้งและประสบปัญหาทางการเงินในวันข้างหน้าก็เป็นไปได้
ถ้าให้ดี
คนเราไม่ควรมีเงินผ่อนคืนหนี้ต่อรายได้เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆ คือ
ถ้ามีรายได้ 100 บาท ก็ไม่ควรต้องจ่ายหนี้เกิน 40 บาท เพราะหากเกินจากนี้
เราจะไม่เหลือเงินไว้ใช้จ่ายเพื่อการอื่นๆ
และสุดท้ายก็อาจติดกับดักหนี้จากเงินไม่พอใช้ได้
แม้ว่าการมีบ้านเป็นของตัวเอง
จะเป็นเครื่องแสดงถึงความมั่นคงในชีวิตของคนเรา แต่การซื้อบ้านทั้งที่ไม่พร้อม
ก็อาจเป็นการสร้างปัญหาและทำลายความมั่นคงในชีวิตได้เช่นกัน
6.การพนันกับการลงทุน
ตัวอย่างเช่น
ถ้ามีการเปิดให้พนันบอลคู่เยอรมันกับอิตาลี
คนส่วนใหญ่ก็สามารถวิเคราะห์ความน่าจะเป็นได้ว่า
เยอรมันน่าจะมีโอกาสเป็นผู้ชนะมากกว่า โดยระดับความน่าจะเป็นนั้นอาจอยู่ที่ 60:40
ถ้าพนันกันตรงๆ แบบนี้จะถือเป็นการพนันภายใต้ความเสี่ยง
เพราะเรารู้ความน่าจะเป็นได้ค่อนข้างแน่นอน (แม้จะมีโอกาสพลิก
และพลิกไปเรียบร้อยแล้วก็ตาม)
แต่ก็นั่นแหละ
บ่อนรับพนันก็จะทำลายความน่าจะเป็นนั้นออก
โดยกำหนดเป็นอัตราต่อรองที่สร้างความไม่แน่นอนให้แก่ผู้ลงทุน เช่น
ให้เยอรมันเป็นต่ออย่างน้อยครึ่งลูก ซึ่งนั่นหมายถึง แค่ชนะนั้นไม่พอ
ต้องชนะในเวลา 90 นาทีด้วย ถ้าเกิดเสมอใน 90
นาที คนที่เลือกเชียร์อิตาลีก็จะได้สตางค์ เป็นต้น
ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการลงทุนแล้ว
นักลงทุนจะมองการลงทุนของตัวเอง โดยพิจารณาความน่าจะเป็นในการเกิดสถานการณ์ต่างๆ
ทั้งโอกาสในการได้กำไร และขาดทุนอย่างละเอียด เพื่อหาโอกาสในการ “เสี่ยง”
ไม่ใช่ลงทุนบนความ “ไม่แน่นอน”
การลงทุนไม่ใช่เกมที่มีผลรวมเป็นศูนย์ (Zero
sum game) หรือเกมที่ต้องมีผู้แพ้-ผู้ชนะ
ในเกือบทุกครั้งเหมือนการพนัน แต่การลงทุนนั้นส่วนหนึ่งมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ
"ทรัพย์สิน" ที่ลงทุน และนั่นทำให้ผลรวมสุดท้ายจะไม่เป็นศูนย์ คือ
มีผู้ที่ได้และผู้ที่ต้องเป็นฝ่ายสูญเสีย
แต่สามารถทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่ายได้
โดยสรุปการพนันบอลจึงไม่ใช่การลงทุนด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา
และสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องรู้ไว้คือ การลงทุนที่ดี คือ
การลงทุนที่ทำให้คุณนอนหลับฝันดี มีแผนการที่ชัดเจน และไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกกังวลกับโอกาสในการได้หรือเสียเหมือนการพนัน
เพราะผู้ลงทุนได้ "ควบคุม" ทุกอย่างไว้แล้ว
7.การใช้บัตรเครดิต
หลักการใช้บัตรเครดิตให้รวย มีดังนี้
1 คนรวยจะมีบัตรเครดิต 1-2
ใบเท่านั้น
ไม่ควรมีบัตรเครดิตมากกว่านี้และพยายามเลือกบัตรเครดิตที่ไม่เสียเงินค่าธรรมเนียมรายปีด้วยนะครับ
เพราะถ้าเราไม่ได้ใช้บัตรเครดิตจะได้ไม่ถูกหักค่าธรรมเนียมรายปี
2 บัตรเครดิตหรือเงินพลาสติกนั้น
ทำให้เราไม่ต้องถือเงินสด สามารถใช้แทนเงินสดได้ สะดวกสบาย
การใช้บัตรเครดิตแต่ละครั้งเรายังได้คะแนนสะสมได้รับของรางวัลอีก
บางร้านที่เราใช้บัตรเครดิตแทนเงินสดยังได้ส่วนลดด้วย
3 เรื่องสำคัญที่สุดคือ
ผูกบัตรเครดิตกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์
เมื่อใช้บัตรเครดิตครั้งใดให้หักจากบัญชีออมทรัพย์นั้น ด้วยเงินเต็มยอดทุกครั้ง
ไม่ควรชำระขั้นต่ำพึงระลึกไว้เสมอว่าการใช้บัตรเครดิตคือการก่อหนี้
วิธีที่ดีที่สุดที่จะบังคับใจตัวเองได้คือการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตภายในวงเงินที่สามารถชำระคืนได้เท่านั้น
4 คนรวยจะจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์มือถือ
ค่าอุปโภคบริโภคต่างๆ ผ่านบัตรเครดิต เพราะทำให้เรารู้รายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน
อีกทั้งยังได้แต้มจากบัตรเครดิตเพื่อแลกของรางวัลอีกด้วยซึ่งนี้เป็นหลักการใช้บัตรเครดิตเฉพาะสิ่งที่จำเป็ฯเท่านั้น
5
การใช้บัตรเครดิตให้รวยอีกวิธีคือการเก็บเงินไว้ธนาคาร
แล้วใช้จ่ายสิ่งจำเป็นผ่านบัตรเครดิต เช่น เวลาเติมน้ำมันรถยนต์ก็ใช้บัตรเครดิต
เวลาซื้อของใช้ประจำเดือนก็ใช้บัตรเครดิต
หรือเวลาไปรับประทานอาหารนอกบ้านก็ใช้บัตรเครดิต แต่ต้องชำระด้วยยอดเต็มจำนวนทุกครั้ง
6
หลีกเลี่ยงการเบิกเงินสดล่วงหน้าเพราะในการเบิกแต่ละครั้งต้องเสียค่าธรรมเนียมของยอดเงินที่เบิกทันที
ดอกเบี้ยจากการกดเงินสดจะถูกคิดนับแต่วันที่เบิกเงินสดออกมาใช้จนถึงวันชำระคืน
คำแนะนำของผมคือ หากเราไม่ได้มีบัตรเครดิตไว้กดเงินสดแล้ว
ก็หักห้ามใจด้วยการทำลายรหัสกดเงินสดทิ้งทันทีที่ได้รับ และไม่ควรจำรหัสดังกล่าว
เมื่อเราไม่มีรหัส เราก็ไม่สามารถกดเงินสดออกมาได้
7
การคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต
เราเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตจะเสียดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อ ชำระหนี้เพียงบางส่วน
ชำระขั้นต่ำ ชำระหนี้ล่าช้าหรือไม่ชำระหนี้เลย
โดยธนาคารผู้ออกบัตรจะคิดดอกเบี้ยจากวันที่ผู้ออกบัตรจ่ายเงินให้ร้านค้า
แต่ถ้าเราใช้จ่ายบัตรเครดิตตามกำหนดและชำระเต็มจำนวนเราก็ไม่เสียดอกเบี้ย
8 นำบิลบัตรเครดิตมาบันทึกรายรับรายจ่าย
เราจะรู้ว่าในแต่ละเดือนเราใช้จ่ายเงินไปเท่าไหร่
เมื่อเราตัดยอดบัตรเครดิตทั้งหมดไว้กับบัญชีธนาคาร
การใช้เงินของเราจะหมุนไปในแต่ละเดือน และทำให้เราได้รับรางวัลมากมาย นี้เป็นหลักการใช้บัตรเครดิตของคนรวย
ลองนำเทคนิคการใช้บัตรเครดิตไปใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับเราดูนะครับ
เอ่อลืมบอกไปว่า ของรางวัลจากการสะสมคะแนนบัตรเครดิตนั้นเป็นของแถมของชีวิตนะครับ
ได้มากก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่านำของรางวัลมาทำให้เราจับจ่ายใช้บัตรเครดิตจนเกินตัวนะครับ
การรู้จักตนเองก่อนใช้บัตรเครดิตทุกครั้งจะทำให้เราได้รับผลตอบแทนกลับมามากมาย
มีความสุขกับการใช้บัตรเครดิตครับ
8.หาเงินได้เยอะทาไมไม่รวยเสียที
วิธีการบริหารค่าใช้จ่ายเพื่อความมั่งคั่ง
1. จ่ายให้ตัวเองก่อนเสมอคือ
การหักเงินออมก่อนใช้จ่ายนั่นเอง ได้เงินมาเท่าไหร่ หักให้ตัวเองทันที
ทำให้เป็นอัตโนมัติ ทำโดยไม่ต้องคิด
โดยอัตราส่วนเงินออมที่จ่ายให้ตัวเองนั้นอย่างน้อยควรสัก 10
เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ถ้ามากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ได้ ยิ่งรวยเร็ว
2. อย่างสร้างหนี้เกินตัวหมายถึง
การมีค่าใช้จ่ายจากหนี้เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ (ที่จริง 30
เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าสูงมากแล้ว)
3. หาช่องทางทำเงินให้งอกเงยมองอีกมุมหนึ่ง
การลงทุนก็เป็นการใช้จ่ายเหมือนกัน แต่เป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อทรัพย์สิน เช่น
เก็บเงินได้ 2,000 ทุกเดือน นำไปซื้อกองทุนรวมพันธบัตร
ก็จะได้หน่วยลงทุนเป็นทรัพย์สิน หรือเอาเงินไปดาวน์บ้านเช่า
ก็ได้บ้านเช่าเป็นทรัพย์สิน แบบนี้เป็นต้น
9.กิจกรรมทางการเงินต้อนรับปีใหม่
กิจกรรม ทางการเงินที่คนเราทุกคนควรทำในช่วงปีใหม่
ได้แก่
1.ตรวจสอบสถานะทางการเงินคือ
"ความมั่งคั่ง" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การตรวจสอบ "รายการทรัพย์สิน-หนี้สิน"
โดยเครื่องมือที่เราใช้ในการวิเคราะห์ความมั่งคั่งดังกล่าวก็คือ "งบดุล"
ซึ่งเป็นงบที่ใช้แสดงฐานะทางการเงินของเรา ณ จุดเวลาหนึ่งๆ ว่า ณ
วันที่เราทำงบดุลนั้น เรามีทรัพย์สินและหนี้สินแต่ละประเภทเท่าไหร่ต่อมาก็ต้องมามองที่
"สภาพคล่อง" โดยลองจัดทำ "งบรายรับ-รายจ่าย"
ประมาณการดูตลอดทั้งปี เพื่อให้มองเห็นตัวเองว่า ในอีก1
ปีต่อจากนี้จะมีรายรับ รายจ่าย เงินออม และเงินคงเหลือต่อเดือนเท่าใด
โดยรวมแล้วคล่องตัวดีหรือไม่
2.จัดทำแผนการเงินคือ
"การวางแผนการใช้จ่าย" เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ
ซึ่งอาจจะหมายถึง การวางแผนเก็บเงินแต่งงาน ดาวน์รถ เพิ่มจำนวนเงินออม? วางแผนท่องเที่ยว
หรืออื่นๆที่ปรารถนา
การจัดทำแผนการเงินนี้
เปรียบได้กับสร้างจิกซอว์สำหรับการดำเนินชีวิตในแต่ละเดือน
เพื่อให้สามารถประกอบกันเป็นภาพใหญ่หรือเป้าหมายที่ต้องการ เช่น หากคุณต้องการเก็บเงินดาวน์รถยนต์ช่วงปลายปี
120,000 บาท
อย่างนี้ก็คงต้องจัดสรรเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน กันเอาไว้เดือนละ 10,000
บาท เพื่อให้ปลายปีได้เงินดาวน์ตามที่ต้องการ หรืออาจใช้วิธีเก็บเดือนละ 5,000
บาท แล้วเอาโบนัสปลายปีมาช่วยผสม หรืออาจใช้การลงทุนบางอย่างช่วยให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น
อันนี้ก็แล้วแต่แผนการของแต่ละคน
สิ่งสำคัญก็คือ ต้องจัดทำเป็นแผนการเงินจริงๆ
ลงในกระดาษหรือไฟล์คอมพิวเตอร์ก็แล้วแต่ถนัด อย่าคิดเอาฟุ้งๆในหัวว่า รับเท่านี้
จ่ายโน่น จ่ายนี่ รวมๆแล้วไม่รู้พอหรือเปล่า เมื่อทำเป็นแผนขึ้นมาแล้วก็ต้องใช้
และปรับแก้ปรับปรุงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปให้เหมาะสมด้วย
3.วางแผนภาษีการวางแผนภาษีที่
ดี อาจจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาด้านภาษีคอยช่วยดูแล เพื่อให้การจัดสรรรายรับ-รายจ่าย
รวมถึงการจัดเก็บเอกสารสำคัญทางภาษีต่างๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้
การวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ตามสิทธิที่รัฐอนุญาต
และมีเงินเหลือออมหรือไว้ใช้จ่ายได้มากขึ้น
4.ตรวจสอบข้อมูลเครดิต"เครดิต"
จัดเป็นทรัพยากรทางการเงินที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนเรา ไม่มีเงิน แต่มีเครดิต
ก็ยังพอมีโอกาสที่จะดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้
ดังนั้นข้อมูลเครดิตจึงเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่คนเราทุกคนต้องให้ความ สำคัญการตรวจสอบข้อมูลเครดิต
เพื่อตรวจดูว่ามีอะไรผิดปกติไปบ้างหรือไม่
มีการใช้เครดิตรายการใดลงบันทึกข้อมูลคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เช่น
มีการแจ้งชำระล่าช้า หรือมีรายการหนี้สินที่เราไม่ได้ใช้จ่าย
หรือรายการที่ปิดบัญชีไปแล้ว แต่ยังมียอดค้างชำระอยู่ อย่างนี้เป็นต้น
การตรวจสอบข้อมูลเครดิตในปัจจุบันทำได้ง่าย
ทั้งนี้ท่านสามารถติดต่อขอดูข้อมูลเครดิตของท่านได้ที่ธนาคารนครหลวงไทยทุก สาขา
หรือที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย ค่าใช้จ่ายก็เล็กน้อย เมื่อเทียบกับทรัพย์สินทางการเงินและโอกาสทางธุรกิจของคุณ
5.ตรวจสุขภาพประจำปี“สุขภาพ"
เป็นสิ่งจำเป็นสูงสุดสำหรับการดำรงชีวิต ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ถ้าสุขภาพไม่ดี
ชีวิตก็คงยากที่จะมีความสุขได้ ที่สำคัญหากเจ็บป่วยหรือมีสุขภาพที่ไม่ดีแล้ว นั่นย่อมกระทบกับสุขภาพทางการเงินของเราตามไปด้วยการตรวจ
สุขภาพประจำปี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบอกเราว่า
เราดำรงชีวิตในปีที่ผ่านมาๆมาสมดุลดีหรือไม่ ใช้ร่างกายหนักเกินไปหรือไม่
และยังเป็นเครื่องช่วยเตือนเราถึงเหตุเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นอีกด้วย
10.การบริหารเงินที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
โรคร้ายแรงทั้งหลายหากเป็นขึ้นมาแล้วละก็
ค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่า หากเราจะคอยดูแลสุขภาพให้ดี
เพื่อให้ชีวิตอยู่ได้นานๆ และไม่ต้องคอยพะวังกับปัญหาทางการเงินที่จะตามมา
การบริหารเงินสำหรับสุขภาพนั้น
วิธีการที่ง่ายและดี ก็คือ การจัดการกับ 4 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง
อันได้แก่ อาหาร - อารมณ์ - พักผ่อน - การออกกำลังกาย
การบริหารเงินสำหรับสุขภาพนั้น
วิธีการที่ง่ายและดี ก็คือ การจัดการกับ 4 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง
อันได้แก่ อาหาร - อารมณ์ - พักผ่อน - การออกกำลังกาย
อาหาร:
เริ่มง่ายๆด้วยการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา จากนั้นก็มาดูกันที่คุณภาพของอาหาร
(เน้นปลา เน้นผัก ธัญพืช ลดน้ำตาล และไขมัน ฯลฯ) ปิดท้ายด้วยปริมาณที่ไม่เกินพอดี
และหลีกเลี่ยงอาหารเครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพ
อารมณ์:
พยายามควบคุมและรักษาอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ ยิ้มแย้มแจ่มใส ร่าเริง
คอยดูจิตดูใจตัวเองอย่าให้โกรธหรือโมโหบ่อยๆ
พักผ่อน:
สูตรง่ายๆ นอนเร็ว ตื่นเช้า นอนให้เพียงพอ
การออกกำลังกาย:
ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมงต่อครั้ง
ถ้าจะให้ดี ทำให้ง่าย ทำได้เอง
ไม่ต้องเปลืองเงินทองมากยิ่งดี เช่น แทนที่จะไปฟิตเนต ก็วิ่งที่สวนแถวบ้าน
อาหารเย็นแทนที่จะหากินร้านแพงๆ ก็ลองกลับมาทานน้ำพริกผักจิ้มกันบ้าง
หรือหากมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารเสริมที่มากเกินไป
ก็หัดลองมาปลูกผักกินเองบ้างสักทีก็คงจะดี เพราะได้ทั้งอาหารที่ดี
แถมยังมีความสุขเวลาเห็นต้นไม้ที่เราปลูกเติบโตอีกด้วย เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น